เปิดปฏิบัติการ “สภาลมหายใจภาคอีสาน” ชูโมเดลอุดรฯ สู้ PM 2.5 พลิกวิกฤต “เผาอ้อย” สู่นวัตกรรมพลังงาน จี้รัฐเลิกจ้องจับ-หันหนุนเกษตรกรจัดการขยะ
อุดรธานี — ภาคประชาสังคมอีสานผนึกกำลังตั้ง “สภาลมหายใจภาคอีสาน” ประกาศสงครามฝุ่น PM 2.5 ชู “นาเตยโมเดล” จ.อุดรธานี ต้นแบบชุมชนงดเผา พลิกเศษวัสดุการเกษตรสู่พลังงานชีวมวลและสิ่งทอ พร้อมสะท้อนเสียงเกษตรกร “ไฟแช็ก 20 บาทถูกกว่าค่าแรง” จี้รัฐบาลแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เลิกเน้นหาคนผิด แต่ต้องหาตลาดรับซื้อใบอ้อยและสนับสนุนเครื่องจักรให้ทั่วถึง
เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ศูนย์สามพร้าว จ.อุดรธานี ดร.สมพันธ์ เตชะอธิก หัวหน้าโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษจากฝุ่นละอองขนาดเล็กภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นประธานเปิดเวทีวิชาการและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ภายใต้ชื่อ “สภาลมหายใจภาคอีสาน” โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างเครือข่ายระดับภูมิภาคในการรับมือวิกฤตฝุ่นควันและ PM 2.5 ที่กำลังคุกคามสุขภาพของประชาชน
ภัยเงียบที่รอวันปะทุ: บทเรียนจาก
“หมอกฤตไท”
ดร.สมพันธ์ กล่าวเน้นย้ำถึงความรุนแรงของสถานการณ์ว่า ปัญหาฝุ่นควันในภาคอีสานเกิดจากการเผาในที่โล่ง ทั้งตอซังข้าว ฟางข้าว อ้อย และขยะ ซึ่งส่งผลกระทบสะสมยาวนาน โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางอย่างเด็กและผู้สูงอายุ
“ฝุ่นพิษเหล่านี้หากสะสมในร่างกายนาน 10-20 ปี จะนำไปสู่โรคมะเร็งปอดและการเสียชีวิต ดังเช่นกรณีศึกษาของ คุณหมอกฤตไท ที่เสียชีวิตในวัยเพียง 30 ปี จากการสะสมสารพิษในพื้นที่ภาคเหนือ เราตระหนักดีว่าหากไม่เร่งแก้ไข คนอีสานจะต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกัน” ดร.สมพันธ์ กล่าว
เปลี่ยนการเผาเป็นรายได้
ภายหลังการประชุม คณะทำงานได้ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชนนาเตย อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ซึ่งถือเป็นพื้นที่ต้นแบบความสำเร็จในการจัดการเชื้อเพลิงชีวมวล แนวทางสำคัญที่ถูกนำเสนอคือ “นวัตกรรมเปลี่ยนขยะเป็นทอง” โดยเสนอทางออกให้เกษตรกร:
1. งดเผาอ้อย: นำใบอ้อยไปแปรรูปเป็นพลังงานชีวมวล (Biomass)
2. งดเผาข้าว: ไถกลบเพื่อทำปุ๋ย หรือแปรรูปฟางข้าว
3. นวัตกรรมสิ่งทอ: นำเส้นใยจากวัสดุเหลือใช้มาถักทอเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน สร้างมูลค่าเพิ่ม
4. ป่าฟอกปอด: ผลักดันนโยบายปลูกต้นไม้ หมู่บ้านละ 1,000 ต้น เพื่อสร้างเครื่องฟอกอากาศธรรมชาติระยะยาว
ดร.สมพันธ์ เสนอแนะว่า ภาครัฐระดับท้องถิ่น (อบต./เทศบาล) ควรนำงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพ (45 บาทต่อหัว) มาใช้ขับเคลื่อนเรื่องฝุ่นอย่างจริงจัง และหากผู้ว่าราชการจังหวัดให้การสนับสนุน จะช่วยเปลี่ยนจากการ “จับกุม” เป็นการ “ส่งเสริม” ซึ่งได้ผลยั่งยืนกว่า
ทางด้าน นายพีธากร ศรีบุตรวงษ์ คณะทำงานโครงการสมัชชาสุขภาพ จ.อุดรธานี เปิดเผยถึงสถานการณ์ในพื้นที่ว่า แม้ปีนี้ค่าฝุ่นของอุดรธานีจะดูดีกว่าปีก่อนเมื่อเทียบกับเชียงใหม่หรือกรุงเทพฯ แต่ความเสี่ยงยังคงมีอยู่ตลอดฤดูกาลเก็บเกี่ยว
นายพีธากร ชี้ให้เห็นถึง “ความเจ็บปวด” ของเกษตรกรว่า สาเหตุที่การเผายังคงมีอยู่ เพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจ
• “คนยังมองว่าไฟแช็กอันละ 20 บาท มันง่ายและถูกกว่าการจ้างแรงงานมาตัดอ้อยสด นี่คือความท้าทายที่เราต้องยอมรับความจริง”
ปัจจุบัน ภาคประชาสังคมพยายามใช้ “มาตรการทางสังคม” เข้าช่วย เช่น การทำธรรมนูญชุมชนงดเผา การทำผ้าป่างดเผา หรือพันธสัญญากับพระสงฆ์ แต่นั่นเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและจิตสำนึก
ข้อเสนอถึงรัฐบาล: เลิกหา “จุดความร้อน” แล้วมาหา “ทางออก”
ในช่วงท้าย นายพีธากร ได้ฝากข้อเสนอเชิงนโยบายถึงภาครัฐอย่างตรงไปตรงมาว่า ระบบการรายงานผลของรัฐในปัจจุบัน ทั้งค่าฝุ่น จุดฮอตสปอต (Hotspot) หรือรอยไหม้ (Burn Scar) ล้วนเป็นการทำเพื่อ “หาคนผิดมาลงโทษ”
แต่สิ่งที่รัฐยังตอบเกษตรกรไม่ได้คือ
“How to” หรือวิธีการจัดการ
• เครื่องจักรไม่พอ: เครื่องสางใบอ้อยที่ภาคเอกชนสนับสนุนมีไม่เพียงพอ และเข้าไม่ถึงพื้นที่ลาดชัน/เชิงเขา
• ไร้ตลาดรองรับ: เมื่อสางใบอ้อยเสร็จแล้ว ไม่มีโรงงานรับซื้อ หรือไม่มีระบบโลจิสติกส์จัดการ ขยะก็กองอยู่ที่เดิม
• นวัตกรรมต้องถึงมือ: รัฐต้องสนับสนุนอุปกรณ์ดัดแปลงราคาถูก เช่น หัวตัดหญ้าสางใบอ้อย ให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงได้
“เราอยากให้ภาครัฐเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้คุมกฎ มาเป็นผู้สนับสนุนการจัดการวัสดุทางการเกษตรอย่างครบวงจร หาตลาดรับซื้อเศษวัสดุให้เกษตรกร ดีกว่าการปล่อยให้น้ำยาย่อยสลายทำงานไม่ทันฤดูกาลผลิต จนชาวบ้านต้องกลับไปเผาแบบเดิม” นายพีธากร กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้ ทางสภาลมหายใจภาคอีสาน เตรียมขยายผลความร่วมมือ (MOU) ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน (ลาว, เมียนมา, กัมพูชา) เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นข้ามแดน ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนท้องถิ่นต่อไป
